top of page

ดัมพ์ แอมพ์ ผักออร์แกนิค

Updated: Apr 12, 2022

- made in Chantaburi -


น้ายาใจเอาผักมาฝากแม่ตอนปีใหม่ น้าบอกว่าเป็นผักปลอดสารพิษที่หลานของน้าเป็นคนปลูก เขาเพิ่งกลับมาจากกรุงเทพฯ แถมบอกว่าเป็นผักออร์แกนิค จริงๆ ปลูกบนดิน ยกเป็นโรงเรือน หลังจากน้ากลับบ้านพร้อมของฝากจากแม่ติดไม้ติดมือไป ผักถุงใหญ่สีเขียวแลดูสดและสุขภาพดี ก็ขึ้นมาอยู่ในจานแกล้มกับข้าวมื้อเที่ยง


ผักรสชาติดี สด หวาน และกรอบ เหมือนที่ตาเห็น พลางนึกไปว่าน่าจะดีถ้าเราจะมีผักปลอกสารพิษที่เชื่อใจคนปลูกได้ และมีกินอย่างสม่ำเสมอ เรื่องกินดีรอไม่ได้ ไม่ช้ากว่าใจคิด ปริมโทรหาน้าจิ๋ม น้องสาวของน้ายาใจ ถามถึงผักปลอดสารฯ น้าจิ๋มบอกว่าลูกชายเพิ่งจะเริ่มปลูกเมื่อฤดูฝนที่ผ่านมา เริ่มมีผลผลิตบ้างแล้วแต่สัปดาห์ที่ผ่านมาผลผลิตน้อยและส่งให้ลูกค้าไปหมดแล้ว ไว้อาทิตย์หน้าจะโทรมาบอกว่ามีผักพอจะส่งให้น้องปริมได้ไหม


ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ น้าจิ๋มบอกว่า ผักมีนะ แต่ส่งให้ได้ไม่ถึงกิโลอย่างที่อยากได้

ไม่เป็นไร ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น



วันรุ่งขึ้นเราขับรถไปรับผักที่สวน ไม่ไกลจากตลาดสดที่ไปเป็นประจำ ความจริงมันไม่เล็กอย่างที่น้าบอก พื้นที่กว้างขวางติดคลอง แปลงผักยกพื้นคลุมมุ้งเรียงตัวกันอยู่หกหรือเจ็ดแปลงตั้งอยู่ริมที่ดินติดกับบ้านพัก ผักหลายชนิดกำลังเติบโตอยู่ในแปลงดิน และมีอีกหลายแปลงที่กำลังเตรียมดินเตรียมเพาะ น้าจิ๋มพาเที่ยวดูบ้านที่เพิ่งสร้างเสร็จ พลางเล่าถึงแผนการณ์การขยายแปลงผักของดัมพ์, ลูกชาย, ที่เป็นหมอแผนจีนกับ แอมพ์, เพื่อนสมัยประถม, ที่ย้ายกลับมาอยู่จันท์

ทุกเช้าวันศุกร์แอมจะขับรถมาส่งผักให้ที่บ้าน ส่วนใหญ่ปริมจะเป็นคนคุยทักทายกับน้องเกี่ยวกับผัก แล้วมาเล่าให้ฟัง ดัมพ์เป็นลูกของน้าจิ๋ม เข้ากรุงเทพฯ ไปเรียนหมอแผนจีนที่หัวเฉียว กับเพื่อนรุ่นน้องชื่อแอมพ์ คนที่มาส่งผักให้ทุกวันศุกร์ เขาเคยทำงานเป็นวิศวกร ทั้งคู่น่าจะอายุ 30 ประมาณ


ก่อน COVID



ดัมพ์


ดัมพ์เป็นคนหนุ่มน่าจะอ่อนกว่าผมราวๆ ยี่สิบปี เจอกันตอนไปหาน้าจิ๋มครั้งแรก แต่ไม่ได้คุยอะไรกันมากนัก ดูท่าทางจะเป็นคนเงียบๆ แต่ยิ้มเก่ง มีเสน่ห์ ถ้าไม่รู้มาก่อนบอกว่าเป็นหมอก็เชื่อ แต่ดัมพ์เป็นหมอจริงๆ และน่าจะเป็นหมอมือเบาใจเย็น ดัมพ์เรียนที่หัวเฉียวเป็นหมอจีนฝังเข็ม แม๊ะข้อมือตามแบบฉบับศาสตร์การแพทย์ของจีน และไปฝึกวิทยายุทธที่เมืองจีนตามหลักสูตรที่เซี่ยงไฮ้สองปี ก่อนหน้านั้นตามหลักสูตรเขาไปเริ่มเรียนภาษาจีนที่เมืองกวางสีหนึ่งปี ภาษาจีนว่ายากแล้วการจดจำจุดฝังเข็มสามร้อยกว่าจุดนั้นยากกว่ายากแต่ดัมพ์ก็ผ่านมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เขาฝึกฝังเข็มกับอาจารย์ใหญ่ ฝึกกับหมอน จากนั้นจับคู่ฝึกฝังเข็มกับเพื่อน เขาเล่าด้วยรอยยิ้มที่กว้างกว่าปกติ การฝังเข็มให้ถูกจุดผ่านชั้นผิวหนังให้เร็วเพื่อลดความเจ็บปวดจากแพทย์ฝึกหัดด้วยกันคงต้องลุ้น และไม่สนุกเหมือนจับคู่เล่นกีฬา เมื่อชำนาญเข็มเขาทำงานกับคนไข้จริงๆ โดยมีซินแสประกบอยู่ข้างๆ เพื่อความมั่นใจของคนไข้ เรียนจบก็กลับมาบ้านทำงานเป็นแพทย์ฝังเข็มที่จันทบุรี


สองสามปีผ่านไป ความสนใจในธุรกิจพาดัมพ์กลับไปเรียนปริญญาโทบริหารธุรกิจที่นิด้า หากเล่าย้อนกลับไปดัมพ์สนุกกับการเริ่มต้นธุรกิจเล็กๆ แบบซื้อมาขายไปตั้งแต่เป็นนักศึกษาปี 5 โดยสั่งสินค้าจากเมืองจีนมาขายและคิดว่าบางทีการทำธุรกิจนำเข้าสินค้าอาจจะเหมาะกับเขาก็ได้ จากนั้นก็ปรับจูนอาชีพให้เข้ากับตัวเองโดยเป็นหมอฝังเข็มพาร์ททาม และทำงานกับบริษัทนำเข้าสินค้าแบบออนไลน์เป็นงานประจำจน ทุกอย่างเหมือนว่าจะลงตัวจนกระทั่งเกิดโรคระบาดบริษัทการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเกิดภาวะชะงักงัน บริษัทจึงปิดตัวลง


แอมพ์

แอมพ์เป็นรุ่นน้องของดัมพ์อายุไล่เลี่ยกัน แม่ของทั้งสองคนเป็นครูทั้งคู่จึงสนิทสนมกันตั้งแต่เด็ก แอมคุยเก่ง ดวงตาเป็นประกาย และน่าจะเป็นคนที่ค่อนข้างแอ็คทีฟ หาทำงานอยู่ตลอดเวลา ช่วงนี้เขาได้อยู่นิ่งๆ และอาจจะเบื่อๆ อยู่บ้างเพราะหลังจากคุยกันได้สักหนึ่งอาทิตย์ เขาก็ปลงผมออกบวช แต่ก็ไม่แน่พระแอมอาจจะซาบซึ้งในรสพระธรรมและอ่านพระไตรปิฎกอยู่ก็ได้ เขาเรียนจบวิศวกรรมเคมี และทำงานในโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเลคโทรนิคสัญชาติญี่ปุ่นที่อยุธยา เขาสนุกกับการผลิต ค้นหาวิธีทำให้สินค้ามีประสิทธิภาพสูงสุด และกำลังสนุกกับงาน แต่เมื่อถึงทางเลือกของชีวิตเขาไม่เรียนต่อปริญญาโทด้านวิศวเคมี เพราะเขาไม่คิดว่าสิ่งที่เขาจะได้กลับมาจะทำให้แผนการณ์ชีวิตที่วางไว้สมบูรณ์ ตั้งแต่เรียนมัธยมปลายเขาวางแผนไว้ว่าจะกลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่จันทบุรีก่อนอายุ 30 ปี เขาเลือกเส้นทางบริหารธุรกิจซึ่งเติมเต็มความอยากเรียนรู้โลกของเขา

แม้การทำงานเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์การเงินในบริษัทแห่งหนึ่งที่กรุงเทพฯ จะทำให้เขามีรายรับเป็นที่น่าพอใจ เขายังเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะ เช่าคอนโดฯ แอมไม่ซื้อรถ ไม่ซื้อคอนโดฯ เพราะแผนชีวิตของเขาไม่ต้องการสร้างหนี้ การมีทรัพย์สินที่กรุงเทพฯ คือภาระ สองปีต่อมาเขาตัดสินใจลาออก กลับมาทำผักออร์แกนิคบนผืนดินของจันทบุรี ในช่วงเวลาของโรคระบาดกำลังเกิดขึ้นพอดี


สวนผัก


บนรถขณะเดินทางกลับจันท์สองปีที่แล้ว ดัมพ์กับแอมพ์คุยกันเรื่องแผนการในชีวิตที่จันท์ แล้วการปลูกผักออร์แกนิคก็เป็นประเด็นขึ้นมา ตอนแรกมันเป็นความเพ้อฝัน แต่ไม่นานจากนั้นฝันกลางวันก็ค่อยๆ ก่อตัวผ่านการวางแผน คิดคำนวณ ประเมินความเป็นไปได้ ซีนารีโอแบบดีสุดจนถึงเลวร้ายสุดถูกจำลองขึ้นมาผ่านตัวเลขบนแผ่นกระดาษ และเพราะเชื่อว่าผักออร์แกนิคที่มีคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ปลายฤดูแล้งปี 2021 ผักแปลงแรกก็เริ่มต้นบนผืนดินกว้างจากแรงงานของชายหนุ่มสองคน


ล้มลุกคลุกคลาน ผลผลิตเสียหาย ฝนตกหนัก อากาศร้อนร้าย แมลงศัตรูพืช ดัมพ์กับแอมพ์ช่วยกันปรับปรุงแก้ไข ยกแปลงผัก เรียนรู้แก้ไขไปตามประสบการณ์ พัฒนาหาความรู้ไปกับการทำงาน


มองออกไปผ่านแดดจัดอากาศร้อนชื้นของเดือนมีนา จนคิดว่าการเดินออกไปดูแปลงผักดูน่าท้อแท้ น้ำมะขามโซดาเรียกความสดชื่นได้บ้าง เรายังคุยกันต่อกับสองสามคำถามท้ายๆ


*


คุณสองคนมีโปรไฟล์ดี เคยไปใช้ชีวิตต่างประเทศ สาขาวิชาที่เรียนก็น่าจะหางานได้ไม่ยาก อายุยังไม่ 30 คุณไม่คิดจะไปใช้ชีวิตเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ต่างประเทศบ้างหรือ


ถ้าไปเที่ยว-ไป ไปอยู่-ไม่อยากไป มันไกลบ้าน ผมอยากทำอะไรที่นี่ (จันทบุรี) ใช้ชีวิตเรียบง่าย


วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาจะเอาไปไว้ไหน


มันก็หลอมรวมอยู่ในตัวเรานี่แหละครับ ทักษะการแก้ปัญหาวิธีคิด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นได้วันนี้ก็เพราะสิ่งที่ได้เรียนมา ไม่ได้หายไปไหน


กังวลเรื่องสวัสดิการจากรัฐไหม

ผมมีเงินซื้อประกันสุขภาพไม่ต้องพึงพาใคร ก็ไม่ได้กังวลอะไร แต่ถ้าเราเป็นคนอื่นที่ไม่มีทุนที่จะทำอย่างนั้นผมก็คงกังวล ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ผมก็กังวลนะ เงื่อนไขในชีวิต การทำงาน ปัญหามันเยอะ ประเทศเราเหมือนจะพัฒนา แต่มันก็ไม่ใช่ คนต่างจังหวัดใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ใช่ว่าชีวิตดีแต่เพราะเคยชินมากกว่า สมัยก่อนชาวบ้านเคยชินกับการไม่เคยได้รับอะไร แล้วก็ไม่เคยได้เรียกร้องสิ่งเหล่านั้น แต่สักวันมันคงจะต้องถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนแปลง


*





ถึงวันนี้แปลงผักขยายปริมาณและคุณภาพ นับแล้วมีโรงเรือน 8 โรง ข้างในมีแปลงผัก 15 แปลง สามารถเก็บผลผลิตได้อาทิตย์ละ 2 แปลง แปลงละ 300 ต้น ต้นละ 1 ขีด คำนวณแล้วได้อาทิตย์ละ 60 กิโลกรัม หมุนเวียนไป พวกเขาวางแผนไว้ว่าแปลงผักเล็กๆของพวกเขาจะขยายเป็น 10 ไร่ ได้ทำงานที่รัก และได้ใช้ชีวิตที่สงบเรียบง่าย


สิ่งที่คนหนุ่มสองคนกำลังทำอยู่ทำให้นึกถึงนิยามความสุขของอัลแบรต์ กามูส์ (Albert Camus) นักคิด นักเขียน ชาวฝรั่งเศส :


อยู่ในที่ที่มีอากาศปลอดโปร่ง

พ้นจากความทะเยอทะยาน

มีความคิดสร้างสรรค์

และรักใครสักคน

241 views0 comments
bottom of page