top of page

สิริวิภา วิมุกตายน

- made in Chantaburi -


เรารู้จักกันครั้งแรกเมื่อปี 53 เพื่อนที่กรุงเทพฯ หนีน้ำท่วมมาพักอยู่ที่จันท์คราวที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ทั่วประเทศ แนะนำให้เรารู้จักกัน ตั้งแต่นั้นมาเราก็พบปะพูดคุยต่อจากนั้นเรื่อยมา ตอนนั้นแอเป็นอาจารย์ที่ม.รำไพฯ หรือยังไม่แน่ใจ ยิ่งคุยกับเธอยิ่งสนุก แอเป็นคนกว้างขวาง รอบรู้เรื่องต่างๆ อัพเดททัศนะของคนรุ่นใหม่ๆ รู้จักคนมากมาย เวลาอยากรู้อะไรถามแอมักได้คำตอบเสมอ และบางคำตอบทำให้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในเฟซบุ้คแฟนเพจมักจะเจอ siri (ชื่อแอคเค้าท์เฟสบุ๊ค) กด like และเป็นสมาชิกกลุ่มอยู่ก่อนเราเสมอ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารดั้งเดิมหรือเปิดใหม่ ร้านกาแฟ ร้านขนม และส่วนใหญ่เจ้าของร้านจะเป็นเพื่อนสมัยเด็กของเธอแทบทั้งนั้น



แอเป็นคนท่าใหม่ เป็นลูกครูแต่ไม่ชอบเรียนหนังสือ เพราะเรียนไม่เก่ง แม้จะรู้ว่าโดยปกติแล้วครูทุกคนอยากให้นักเรียนเรียนเก่ง แต่ทำยังไงได้เธอบอกว่าเป็นคนเกิดมาเรียนไม่เก่ง ยิ่งพยายามเรียนให้เก่งยิ่งทำให้การเรียนคือความทุกข์ ธรรมชาติของเธอคือคนที่สนุกกับการลงมือทำมากกว่า สำหรับแอการไปเรียนก็มีด้านดีอยู่บ้าง เมื่อพิจารณามันดีๆ คือมันทำให้มีความเป็นระเบียบ มีความรับผิดชอบ ได้เข้าสังคม มีเพื่อนๆ เมื่อเลือกที่จะไม่ไปโรงเรียนไม่ได้เธอจึงเลือกทำกิจกรรมแทน ซึ่งมันก็ทำให้เธอได้เรียนรู้หลายอย่างจากการลงมือทำ ชอบทำกิจกรรม ทำให้เธอเป็นคนที่มีเพื่อนเยอะเพราะเป็นคนสนุกสนาน คุยสนุก จนได้รับเลือกให้เป็นประธานนักเรียน


เมื่อถึงหัวเลี้ยวหัวต่อของวัยรุ่น เพราะค้นพบว่าชอบศิลปะ และตั้งเป้าหมายว่าจะเข้าเรียนที่ศิลปากร ในเทอมสุดท้ายของมัธยมปลาย เธอเลือกที่จะเดินเข้าไปบอกเชิงขออณุญาตครูประจำชั้นว่า อยากเรียนน้อยลงเพราะจะต้องไปติวฯ เตรียมตัวไปสอบเอ็นท์ทรานซ์ ปิดเทอมแอไปติวความถนัดศิลปะหลังวัดระฆัง เช่าหอพักอยู่คนเดียว ใช้ชีวิตตามลำพัง เช้าไปติวศิลปะ เย็นกลับหอพัก

- ไม่กลัว ไม่เหงา เหรอ ตอนนั้นยังเด็กๆ อยู่เลย

- ชอบมาก สนุกมาก ไม่มีเพื่อนหรอกนะพี่ แต่เราได้ใช้ชีวิตไง


ในสมัยเมื่อยี่สิบปีที่แล้วมันเป็นความเด็ดเดี่ยวแบบที่ต้องอาศัยความกล้าพอสมควรที่จะทำอะไรๆ คนเดียวแบบนั้น ในวัยที่เพื่อนเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต ใครตัดสินใจเดินไปข้างหน้าโดยลำพัง คงมีความเหงา ความโดดเดี่ยวอยู่บ้าง แต่ดูเหมือนว่าความรู้สึกแบบไม่ได้เกิดขึ้นกับแอ หรืออาจจะเกิด คือมันต้องมีบ้างล่ะความรู้สึกเหงา โดดเดี่ยว แต่พิจารณาโดยถี่ถ้วนแล้วเธอเลือกที่จะทำสิ่งที่เธอวางไว้เป็นเป้าหมายมากกว่า


- เรารู้ไงว่าเราต้องการอะไร ทำแบบนี้เพราะอะไร เลยไม่คิดมาก


คำตอบดูเรียบง่ายเป็นตัวของตัวเอง จะไปคิดกังวลอะไรให้มันมากมาย ลงมือทำคือทางที่ดีที่สุด แต่น่าเสียดายที่เธอไม่ได้สมหวังอย่างที่ต้องการ

.



เหมือนวัยเด็กที่เคยเธอเลือกทำอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องเรียน ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยที่มีอิสระ มีอะไรๆ ให้ทำมากขึ้น สายตาเปิดกว้าง โลกทั้งใบเปิดโอกาสให้ทำในสิ่งที่อยากทำเต็มไปหมด เธอเห็นโอกาสที่จะพัฒนาสิ่งที่เธอสนใจ นอกไปจากนั้นแล้วเธอเหมือนปลาได้น้ำเพราะสนุกกับสิ่งเหล่านั้นอย่างยิ่ง แอวางแผนไว้ว่าเรื่องเรียนเอาให้พอผ่านเกณฑ์จะได้ไม่เดือนร้อนชีวิตภายหลัง แล้วเธอก็พบโอกาสที่จะไม่เข้าห้องเรียน วิธีหนึ่งคือสมัครโปรแกรมแลกเปลี่ยนนักศึกษาไปมาเลเซีย โดยโปรแกรมนี้ไม่มีใครสมัครอาจเป็นเพราะกำแพงภาษาที่ทำให้นักเรียนศิลปะหลายคนละทิ้งโอกาสเพราะรู้ตัวว่าอ่อนภาษา แต่แอเลือกที่จะคว้ามันไว้ ลองไปสัมภาษณ์ดูสักครั้ง ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร


- เขาถามอะไรมั่งตอนสัมภาษณ์

- ภาษาเราก็ไม่ได้ดีนะ แต่พอไปอยู่ในนักเรียนศิลปะ ภาษาเราก็ดีกว่าใครๆ เล็กน้อย ตอนสัมภาษณ์เราก็มั่วๆ ไป คิดอะไรได้ก็พูด จำได้เขาถามว่าชอบอะไรในมาเลเซีย เราตอบเขาไปว่าชอบตะกร้อ (หัวเราะ) ไอ้เราก็นึกได้แต่ว่ามาเลเซียดังเรื่องตะกร้อ ก็พูดไป


เธอไม่ต้องเข้าห้องเรียนสมใจ แอได้ไปใช้ชีวิตช่วงสั้นๆ ที่กัวลาลัมเปอร์ร่วมกับนักศึกษาจากหลายประเทศในเอเชีย ไปเรียนรู้โลกเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใส่ตัว เมื่อกลับมาการมองโลกยิ่งเปิดกว้าง แอใช้เวลาส่วนใหญ่ของวัยแสวงหาทำในสิ่งที่อยากทำ ชอบสไตล์จัดดอกไม้ของนักจัดดอกไม้คนหนึ่ง เธอก็ไปเรียนจัดดอกไม้ อยากคุยกับอาจารย์ชาวญี่ปุ่นให้รู้เรื่องก็ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นเพิ่มเติมจะได้สอบถามพูดคุยแลกเปลี่ยนในสิ่งที่อยากรู้ มันเป็นช่วงเก็บเกี่ยวเรียนรู้ให้กับตัวตนของเธอในอนาคต หลังเรียนจบเธอมีความรู้นอกเหนือไปจากสิ่งที่ห้องเรียนมอบให้หลายอย่าง มันเป็นพลังงาน ความกระตือรือร้นไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของวัยหนุ่มสาว และเธอก็ใช้มันอย่างที่ควรจะเป็น

.


ในวัยที่รับผิดชอบชีวิตของตัวเองทำงานหาเงินได้แล้ว จันทบุรีเหมือนจะห่างไกลออกไป สองร้อยกว่ากิโลเมตรไม่ได้ไกลเกินจะใช้เวลาเดินทาง แต่ระยะห่างของใจมันไกลกว่านั้น แอไม่ได้กลับบ้านบ่อยนัก เรียนจบเธอทำงานเป็นเจ้าหนัาที่มัลติมีเดียให้กับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในเวลาส่วนตัวเธอใช้กับการทำงานออกแบบกราฟฟิค จัดดอกไม้ในงานแต่งงาน ออกแบบจัดสวนในสำนักงานหลายแห่ง เธอทำงานเก่ง พลังงานเหลือเฟือ ชีวิตวนเวียนอยู่ระหว่างมหาวิทยาลัย ปากคลองตลาด ห้องจัดเลี้ยงในโรงแรม ยังไม่พอ แรงยังเหลือ เวลายังมี เธอไปสมัครเรียนปริญญาโท มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นอันว่าเธอได้ทำตามความฝันวัยรุ่นสำเร็จ แม้ว่าจะมาช้าไปสักหน่อย

.

การเป็นครูของเด็กหลังห้อง


เมื่อเรียนจบปริญญาโท รายได้จากงานฟรีแลนซ์มีฐานที่มั่นคงขึ้น และมีความรัก เธอจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อทำงานฟรีแลนซ์เต็มตัว ออกแบบกราฟฟิคที่เธอถนัด จัดดอกไม้ที่เธอชอบกับคนที่เธอรัก แต่ไม่นานนักระหว่างที่รีโนเวทตึกเก่าย่านนวมินทร์ของคนรัก กับความชอบเรื่องการตกแต่อยู่เป็นพื้น วันดีคืนดีแอกลายเป็น display designer, visual merchandise และ marketing ในบริษัทเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่ง เธอทำงานอย่างบ้าคลั่ง ทำทุกอย่างที่ทำได้ หลงใหลไปกับงานตกแต่งจัดวางกระทั่งยอมหยุดงานฟรีแลนซ์ที่เคยทำเพื่อทุ่มเทให้บริษัทอย่างเดียวแบบไม่รู้วันรู้คืน จนพบตัวเองอีกทีนอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาล


งานประจำดึงเอาเวลาของแอไปจนหมดแล้วฝากความป่วยไข้ไว้ให้ คนที่บริษัทติดต่อตามงานในวันที่เธอกลับมานอนพักฟื้นที่บ้าน จึงพลันได้คิด เธอลาออกแล้วกลับมาทำงานเพื่อตัวเองอย่างที่เคยทำ อย่างที่เคยจัดการเวลาเองได้ อย่างที่เคยมีความสุข แอกับบิ๊กช่วยกันรีโนเวทชั้นล่างของตึกเก่าให้เป็นสตูดิโอสอนจัดดอกไม้เล็กๆ แล้วตั้งชื่อว่า Airich เอาไว้สอนจัดดอกไม้


ชีวิตนั้นแปลกดี แม้เป็นคนไม่ชอบเรียนแต่ชีวิตก็ได้ชักนำให้เธอไปเป็นครู และเป็นครูสองแบบในเวลาเดียวกัน

ที่กรุงเทพฯ เป็นครูสอนจัดดอกไม้

ที่จันท์เป็นอาจารย์สอนวิชาออกแบบกราฟิคในมหาวิทยาลัย


- ครูที่ไม่ชอบเรียน สอนเด็กยังไง

- เอาประสบการณ์จากการทำงานที่ทำมา เอามาสอนเด็กได้หมด ถ้าตอนนั้นไม่ทำตอนนี้ก็คงไม่มีอะไรสอน ตอนเป็นอาจารย์ช่วงแรกๆ ก็ข้มงวดนะ จนเด็กกลัว ต่อมาเราปรับตัวให้เข้ากับเด็ก ใช้วิธีแนะนำว่าเขาเด่นตรงไหน เก่งตรงไหน ควรพัฒนาอะไร คนต่อคน เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน เงื่อนไขในชีวิตแต่ละคนต่างกัน บางคนเรียนเสร็จไปทำงาน นักเรียนแบบนี้มีเป้าหมายของตัวเองแล้ว บางทีการเรียนก็เป็นแค่ทางผ่าน บางคนพ่อแม่ส่งให้เรียนอย่างเดียว เราเอาเกณฑ์แบบเดียวกันไปตัดสินไม่ได้ เราต้องใช้เกณฑ์ของเขาในการพัฒนาตัวเขาเอง ในฐานะของครูเราเป็นคนสังเกต ถ้าเขามีความโดดเด่นอยู่แล้วเราก็ทำให้มันชัดขึ้น ถ้าเขาขาดความรู้ความสามารถเราก็แนะนำให้เขาไปแสวงหาเพิ่มเติม

.



ความรักของ sassy girl กับชายหนุ่มผู้ศรัทธาในพระเจ้า


“...ขำไหมพี่ ตอนเด็กๆ แอเคยฝันว่าอยากมีแฟนเป็นคนเคร่งศาสนาและเก่งภาษา...”

แอเล่าให้ฟังว่า บิ๊กเคยไปเรียนสถาปัตย์ที่รัสเซียช่วงคาบเกี่ยวการล่มสลายของสหภาพโซเวียต เคยทำงานเป็นช่างภาพทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลศิริราช เคยเป็นไกด์ให้ชาวรัสเซีย เคยไปเรียนจัดดอกไม้เพื่อมาช่วยแฟนของเขา บิ๊กเป็นคนพูดน้อยแต่ยิ้มเยอะ สุขุมคัมภีรภาพ เป็นนักวางแผน เขาเป็นคนละเอียดที่สามารถทำงานถ่ายภาพหลายชั่วโมงเพื่อหาเฟรมที่สมบูรณ์แบบ กินมังสวิรัต เข้าโบสถ์เรียนพระคัมภีร์ มีความรักการให้อภัยต่อเพื่อนมนุษย์ตามคำสอนของศาสดา หลายครั้งในชีวิตที่เขาปฏิเสธที่จะร่วมงานหรือทำงานที่ละเมิดเส้นของศีลธรรม แอบอกว่าในโลกของบิ๊กมีเพียงขาวกับดำ ผิดหรือถูก และเขาเลือกที่จะอยู่บนพื้นที่ของแสงสว่าง ความเป็นเหตุเป็นผล ความรัก ความเป็นระเบียบ เขาเป็นเพอร์เฟคชั่นนิสต์


เธอรู้สึกว่าการได้ใช้ชีวิตกับชายหนุ่มคนนี้ทำให้ชีวิตของเธอพบกับความสมดุล ความสบายใจ

ทั้งสองเป็นคู่ตรงข้ามของกันและกันที่สร้างสมดุลให้กับชีวิตของทั้งคู่ การใช้ความรู้สึก/การใช้เหตุผล การใช้สัญชาตญาณ/การวางแผน การทำงานอย่างใจนึก/ความเป็นระเบียบ ความเร็ว/ความนิ่ง


เมื่อมั่นใจแล้ว แอขอชายหนุ่มแต่งงาน...


ฟังเรื่องของเธอแล้วผมนึกถึงคำพูดในหนังเรื่อง Jerry Maguire (Cameron Crowe, 1996)

ตอนที่ Jerry Maguire วิ่งกลับมาหา Dorothy Boyd ที่บ้าน แล้วสารภาพรักกับเธอว่า :


“You complete me”


.


สิริวิภา วิมุกตายน - แอ

บัญชา เลิศเศรษฐกานนท์ - บิ๊ก

สัมภาษณ์ เรียบเรียง ศุภชัย เกศการุณกุล

มีนาคม 2022



110 views0 comments

Comments


bottom of page