"อะไรสำคัญที่สุดในชีวิต" คำถามและหญิงสาวนิรนาม | ปารีส

ลานกว้างหน้าเซ็นเตอร์จอร์จปอมปิดู (Centre Georges Pompidou) พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ ปารีส ผู้คนหลากหลายมานั่งทอดอารมณ์กลางแสงแดดอุ่น ศิลปินมาเปิดการแสดง เต้นรำ เล่นดนตรี จิตรกรรับจ้างวาดรูปพอทเทรต


บทเพลง Imagine ถูกขับร้องโดยนักดนตรีชาวจีนที่จับคู่กับชาวฝรั่งเศสเชื้อสายอาหรับเล่นกีตาร์ดูโอ พลางเชื้อเชิญให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมร้องเพลง และเคาะทัมบูรินตามจังหวะ ดูจะได้รับความสนใจมากกว่า คู่หญิงชายวัยชราที่เล่นไวโอลินคู่กับ แอคคอเดียนอยู่หน้าประตูทางเข้าพิพิฒธภัณฑ์ พวกเขาเล่นบทเพลงคุ้นหูเหมือนกับที่ได้ฟังบ่อยๆในรถไฟใต้ดิน คู่รักชราอาจเดินทางมาจาก ยุโรปตะวันออก ผู้เฒ่าใส่หมวกแก๊ปที่ทำด้วยผ้าลายสก๊อตสีหม่น ยายเฒ่ามีผ้าโพกศรีษะสีชมพูอ่อนผูกปมไว้ใต้คาง โอนเอนกายไปตามจังหวะดนตรี และรอยยิ้มอ่อนระโหย อาจเป็นรอบที่ห้าที่เขาเล่นเพลงนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก อาจเป็นวันที่เจ็ดที่เขาปักหลักเล่นดนตรีอยู่ที่นี่ มันคงไม่สำคัญหากเขาได้รับเศษเงินเล็กน้อยเพื่ออาหารมื้อเย็น และเพื่อชีวิตที่จะดำเนินต่อไป


ผมเคยเห็นคู่รักชราคู่นี้เล่นไวโอลิน และแอคคอเดียนอันเดิมอยู่หน้าโบสถ์แซงค์อุสตาช Saint Eustache- เลอาล Les Halles


จิตรกรรับจ้างเป็นชาวจีนมากกว่าครึ่ง พวกเขามักเดินเข้าไปถาม ตื้อ เสนอราคาจนบางทีสร้างความรำคาญมากกว่า การมอบความงามทางศิลปะ มันทำให้ผมรู้สึกว่าคุณค่าของงานมันหายไป กลายเป็นเพียงการเร่ขายของ โดยมีใบหน้าของลูกค้าเป็นสินค้าชิ้นสำคัญ ที่เหลือเป็นชาวอาหรับ พวกเขาทำอย่างเดียวกัน


บนลานกว้าง คนหนุ่มสาวมานั่งอ่านหนังสือ วางแผนการเดินทางท่องเที่ยวในปารีส และมองหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ


ใกล้กันกับที่ผมนั่งอยู่มีหญิงสาวดื่มเบียร์อยู่ในกลุ่มผู้ชายข้างๆ ถกเถียงเรื่องความรู้สึก เธออุทานออกมาอย่างบันดาลโทสะ เมื่อความคิดไม่ตรงกัน และเดินจากมาด้วยอารมณ์หงุดหงิดพร้อมกับเบียร์ขวดเล็กในมือ กลุ่มผู้ชายสองสามคนหัวเราะ และบ่นตามหลัง เธอเดินผ่านหน้าผมไป แม้ผมจะไม่เห็นใบหน้าของเธอชัดเจนนัก แต่ผมก็พอจะสังเกตุเห็น เค้าความงามปนดื้อดึงไม่ยอมใครบนใบหน้าของเธอ



เมื่อครู่ผมได้ดูการแสดงความสามารถของชายหนุ่มคนหนึ่ง เขาเป็นคนแอฟริกัน ผิวดำเนียน ผมดำหยิกขดขมวด ร่างกายดีดูแกร่งเกร็งแข็งแรงเหมือนนักวิ่งมาราธอนแขนขายาว


ศิลปินคนนี้พิเศษกว่าคนอื่น ตรงที่เขามีอารมณ์ขัน และสามารถเรียกความสนใจจากคนดูที่ล้อมวงดูการแสดงของเขาได้มาก ทั้งเสียงตบมือ เสียงหัวเราะ ความกวน(ตีน) เขาขอให้เราพูดบางประโยคที่เราไม่เข้าใจก่อนเริ่มการแสดงในแต่ละครั้ง และเรายินดีที่จะมีส่วนร่วมอย่างเต็มใจ คนดูไม่ต่ำกว่า ห้าร้อยคนดูการแสดงของเขาด้วยเสียงหัวเราะ เป่าปาก ด้วยความทึ่งปนเปไปกับความเสียว และเอาใจช่วย พวกเรานั่งบ้างยืนบ้างเป็นครี่งวงกลมคล้ายกับ โรงละครสมัยโบราณ โดยมีเขา หนุ่มผิวดำในชุดแนบเนื้อลายม้าลาย ขาวสลับดำ ยืนเป็นจุดสนใจอยู่ตรงกลาง


เขาใช้ความรู้ด้านโยคะ ดัดตัวราวกับฤาษีดัดตนในวัดโพธิ์ เอาขาสองข้างวางพาดไว้บนหัวไหล่ และเดินด้วยมือ, จับมือแล้วก้าวข้ามเหมือนกับใช้แขนของเขาแทนเชือกกระโดด ก่อนที่จะแสดงการหมุนแขนที่จับมือประสานกันสามร้อยหกสิบองศาข้ามหัวมาไว้ที่เดิม หรือการนั่งอยู่บนม้วนกระดาษแข็งแล้วเอาขามาพาดไว้ที่คอแล้วพนมมือ โดยทรงตัวด้วยก้นอยู่บนฐานวงกลมเล็กๆ เหมือนกับกายกรรมกวางเจา พร้อมกับร้องเพลง I believe I can fly.. ด้วยสำเนียงฝรั่งเศสปนแอฟริกันทุ้ม มีเสียงเอื้อนเล็กน้อย สลับกับการหยอกล้อ คนที่เดินผ่านไปมา อย่างอารมณ์ดีปนทะลึ่งเล็กน้อยพองาม


การแสดงสุดท้ายเป็นการเอาไม้เทนนิสที่ไม่ได้ขึงเอ็น เอาหัวลอดผ่านช่องว่างนั้น ตามด้วยหัวไหล่ที่ยืดหยุ่นราวกับยาง ผ่านมาถึงช่วงอก แล้วปล่อยให้มันค้างไว้อยู่อย่างนั้น จากนั้น แล้วเดินไปจูงเด็กคนหนึ่งในกลุ่มคนดูมายืนอยู่บนลานกว้าง


"ก่อนที่จะจบการแสดง ผมอยากจะพูดอะไรบางอย่างกับพวกคุณ -ผู้ชมที่รัก- ผมมาแสดงเพราะความชอบส่วนตัว เงินไม่ใช่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผม คุณไม่จำเป็นต้องให้ก็ได้ถ้าคุณไม่อยากทำอย่างนั้นจริงๆ แต่อย่างไรก็ตามผมไม่ปฏิเสธ ถึงอย่างไรเงินก็เป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่ใช่สำหรับผม แต่สำหรับลูกของผม"

(แล้วเขาก็มองไปที่เด็กคนนั้น)


พูดจบ เขายิ้มอย่างเคอะเขินเหมือนกับจะสารภาพว่าเขาไม่ได้หมายความอย่างนั้นจริงๆในประโยคสุดท้าย พร้อมกับลูบหัวเด็กคนนั้นอย่างเอ็นดู แน่นอนคนดูรู้ว่าเขาไม่ได้มีลูก และเด็กคนนั้นก็ไม่ใช่ลูกเขา เเต่เป็นลูกของอีกคนในหมู่คนดู เรารู้ว่าเขาอาจจะเอาเงินไปดื่มไวน์ในคาเฟ่ร้านใดร้านหนึ่งแถวๆนี้ พาสาวไปดินเนอร์หรือเอาไปทำอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งจะว่าไปมันก็ไม่ใช่เรื่องของเรา แต่เขาพูดบางอย่างที่เป็นความจริง และเราเข้าใจในสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อสาร ผ่านทีท่ากึ่งจริงกึ่งเล่น


"คุณไม่จำเป็นต้องให้ก็ได้ ผมหมายความอย่างนั้นจริงๆ นะ"

จากนั้นเขาก็จบการแสดงด้วยการทำตัวให้ผอมที่สุด พร้อมกับรูดไม้เทนนิสผ่านช่วงอก มาถึงช่วงท้อง ในจังหวะนี้เราจะเห็นผนังท้องที่หดตัว ไปชิดกับกระดูกสันหลัง, ท่ามกลางเสียงร้องด้วยความทึ่งของคนดู เสียงเป่าปากเอาใจช่วย, ตอนนี้ เราจะสังเกตุเห็นซี่โครงทุกซี่ ผมสงสัยว่า เขาเอาอวัยวะภายในไปเก็บไว้ที่ไหนเพียงชั่วอึดใจไม้เทนนิสก็ผ่านร่างกายของเขา และถูกชูขึ้นสู่อากาศอย่างผู้ที่ได้รับชัยชนะ ตามมาด้วยเสียงปรมมือของคนดูอย่างพร้อมเพรียงยาวนาน เขาคารวะคนดูราวกับเป็นมันเป็นการตอบแทนการให้เกียรติอย่างสูงที่เขาได้รับ คนดูเกินครึ่งเดินกรูเข้าไปหาเขาและมอบเงินเล็กๆน้อยๆให้ด้วยความชื่นชม


ผมว่าเขาคงได้รายได้อย่างงาม เอาไปดื่มไวน์ได้หลายแก้ว เก็บส่วนหนึ่งงสบทบเป็นค่าเช่าบ้าน และการเดินทาง


มันเป็นการแสดงที่ดี คนดูชอบเขา และอยากแบ่งปันให้เขาอย่างเต็มใจ โดยไม่มีความรู้สึกกลัวถุงเงินที่มักจะถูกส่งเวียนมาเรี่ยรายเงินหลังจบการแสดงของคนอื่นๆ และอาจจะต้องให้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหมือนกับว่าเราติดหนี้บุญคุณของใครสักคนและรู้สึกผิดที่ไม่ได้ตอบแทน


ผมเดินจากมาหาที่นั่งและคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย หลังจากไปดูนิทรรศการชื่อ Alors, la Chine? ซึ่งเป็นการรวบรวมผลงานของศิลปินจีนร่วมสมัยมาแสดงรวมกันบนชั้นหนึ่งของเซ็นเตอร์จอร์จ ปอมปิดู เนื่องในโอกาสที่ปีนี้จัดให้เป็นปีแห่งประเทศจีน เพื่อทำความเข้าใจระหว่างประเทศจีน และฝรั่งเศส โดยผ่านงานศิลปะ ซึ่งมีทั้งจิตรกรรม สถาปัตยกรรม ดนตรี ภาพถ่าย และภาพยนตร์ บนพื้นที่กว่าพันห้าร้อยตารางเมตร



สิ่งที่ดึงดูดใจผมมากที่สุดคือภาพยนตร์สารคดีเรื่องหนึ่ง


"อะไรสำคัญที่สุดในชีวิต"

คำถามในภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Xiwang Zhi Lu หรือแปลได้ความว่า รถไฟแห่งความหวัง ยังค้างคาอยู่ในใจ


มันเป็นคำถามที่ถามผู้โดยสารรถไฟที่จะเดินทางไปทำงานในไร่ฝ้าย ที่มณฑลซินเจียง Xinjiang บนชานชาลาสถานีเต็มไปด้วยผู้คนที่ต้องการจะไปทำงานเข้าแถวกันอย่างไม่เป็นระเบียบ เบียดเสียดยัดเยียดเพื่อแย่งชิงโอกาส ในตู้รถไฟแน่นขนัดไม่เหลือที่ว่างที่จะบรรจุคนเพิ่มขึ้นแม้อีกเพียงหนึ่งคน บางคนจึงถูกจับโยนออกมาทางหน้าต่าง อีกหลายคนวอนขอเจ้าหน้าที่ และตะเกียดตะกายขึ้นรถไฟแห่งความหวังทางหน้าต่างบานเดียวกัน


คนข้างล่างช่วยกันดัน คนข้างบนช่วยกันดึง หากเขาพลาดความหวังคราวนี้ อาจบางทีไม่มีชีวิตรอการเก็บเกี่ยวปีหน้า มันเป็นความหวังเดียวในชีวิต


เมื่อถึงเวลาขบวนรถวิ่งออกจากชานชาลา จากมณฑลเสฉวน ท้ิ้งความชุลมุนและอดีตไว้เบื้องหลัง พาความหวังเดินทางต่อไป ผู้กำกับพาเราไปพบกับ เรื่องเล่าของชีวิต ความยากจน และอดีตที่พวกเขาเดินจากมา พร้อมๆกับแววตาแห่งความหวังในชีวิต


อะไรสำคัญที่สุดในชีวิต


ผมเองก็ไม่รู้คำตอบคำถามนี้อย่างไรดี กระทั่งจนปัญญาเมื่อถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมา คำถามที่ง่ายแต่ตอบยากนี้คงตกค้างอยู่ในใจไปอีกนาน


-เงิน- คนส่วนใหญ่ในขบวนรถไฟตอบแบบนั้น พวกเขาไปซินเจียง ไปทำงานหนักเพราะอยากเก็บเงิน

ใครที่ไม่เคยรู้จักความหิว ไม่รู้จักความยากจน อาจเลี่ยงไปตอบอย่างอื่น ความสำเร็จ ความฝัน ก็ว่ากันไป

หญิงกลางคนคนหนึ่งอยู่บนรถขบวนนั้น เล่าอดีตของเธอให้ฟังว่า ในวัยสาวเธอต้องเดินทางไปต่างเมืองเพื่อไปพบกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน จากการนัดหมายให้ของพ่อแม่ ตั้งแต่พบหน้าจนกระทั่งมีลูกด้วยกันหนึ่งคนเธอไม่เคยรักเขาเลย


"แล้วทำไมเธอถึงแต่งงานกับเขา" ผู้กำกับถาม


เธอบอกว่าตอนนั้นเธอเดินทางไปหาเขาในฤดูหนาว ความหนาวเย็นทำให้เธอเดินทางกลับบ้านไม่ได้ เธอไม่มีเงิน ไม่รู้จักใคร เธอหิว การแต่งงานเป็นหนทางรอดเดียวของเธอ


เธอคิดถึงการแยกทางกับสามีที่เธอไม่เคยรักตลอดเวลา คราวหนึ่งเธอบอกความต้องการกับแม่ของเธอ แต่ด้วยความชราประกอบกับความเสียใจเมื่อได้รับรู้ความต้องการของเธอ มารดาของเธอล้มป่วย เธอจึงเลิกล้มความตั้งใจ และเธอไม่กล้าพอที่จะบอกความปรารถนาของเธอเป็นครั้งที่สอง


"ฉันไม่อยากทำร้ายหัวใจแม่"


บทสนทนาหยุดไปชั่วขณะ เราได้ยินเพียงเสียงของล้อเหล็กบดรางกึงกัง และภาพภายนอกเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เรารู้สึกถึงความเงียบสงัด


"เธอเคยเล่าเรื่องนี้ให้ลูกฟังหรือเปล่า"


"ไม่"

เธอหันไปมองลูกชายที่นั่งอยู่ข้างๆ


-น้ำตา- เธอเช็ดมันก่อนที่จะไหลผ่านแก้ม


"ถ้าเลือกชีวิตใหม่ได้อยากให้ชีวิตเป็นยังไง"

"ฉันไม่รู้ ... ฉันไม่มีเวลาที่จะมานั่งคิดหรอก"


เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง มองออกไปสู่ภูมิประเทศเวิ้งว้างสุดสายตา สีหน้าเรียบเฉย

แต่เธอคิดอะไรในใจ เศร้าหมองเพียงใดคงไม่มีใครรู้


"ถ้าเป็นไปได้ ฉันเพียงแต่อยากให้ลูกมีชีวิตที่ดี" เธอพูดโดยไม่หันกลับมามอง


.



หญิงสาวที่กินเบียร์อยู่ในกลุ่มผู้ชายข้างๆ เดินกลับมาและล้มตัวลงนอนใกล้ๆผม

เธอคงอารมณ์ดีขึ้นแล้ว ผมได้กลิ่นควันกัญชาจากบุหรี่ที่เธอคีบไว้ในมือ

เธอโอบกอดผมจากข้างหลัง ถามผมด้วยเสียงแผ่วเบาทว่าอ่อนโยนว่ากำลังเขียนอะไรอยู่

เธอมองดูสมุดบันทึกของผมในภาษาที่เธอไม่มีวันเข้าใจ


ผมหันไปสบตาเธอ


รอยยิ้ม


ผมไม่ทันสังเกตุว่าดวงตาเศร้าคู่นั้นสีอะไร แต่จำได้ว่ามันมีน้ำเอ่อใสอยู่ในนั้น

อาจบางทีสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเธออาจหายไป


ผมกลับมาอยู่ในโลกของตัวเอง และคิดถึงคำถามในภาพยนตร์ ซึ่งบางทีเธออาจมีคำตอบ


ความเงียบ


ลมหายใจอุ่นที่คอ


จูบแผ่วเบาที่หลังใบหู


ไม่ทันที่ผมจะหันไปมองเธออีกครั้ง เธอได้จากไปราวกับว่าไม่เคยมีเธออยู่ที่นั่นมาก่อน


ภาพยนตร์เรื่อง Xiwang Zhi Lu , 2002 (Les Chemins de fer de l’espoir) รถไฟแห่งความหวัง

ผู้กำกับ Ning Ying


.

IN PARIS | pocketbook

ภาพถ่ายและความเรียง | ศุภชัย เกศการุณกุล

สำนักพิมพ์ OPENBOOKS

2008


*สั่งซื้อได้ทางกล่องข้อความ

หรือ https://www.momoest.com/product