CLOSE UP ไพรินทร์ บุญสูง

Updated: Oct 2, 2020



หนิง ไพรินทร์ บุญสูง มีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ลำบากหรือมีปัญหาหนักอกหนักใจอะไร เป็นเพราะเธอไม่ได้ต้องการอะไรที่ใหญ่โตเกินตัว ไม่ต้องดำเนินธุรกิจ ไม่มีลูก กิจวรรตของเธอจึงมีรูทีนคือ ไปทำงาน ดูแลพ่อแม่ และพบปะเพื่อนฝูง ถ้านับว่าในยุคสมัยที่ เวิร์ค /ไลฟ บาลานซ์ เธอคงอยู่ในกลุ่มที่จัดการเวลา จัดการตัวเองและบุคคลแวดล้อมได้อย่างน่าพอใจ


ในด้านอาชีพการงานเธอเพิ่งเรียบเรียงบทความทางวิชาการให้เป็นหนังสือพ็อคเก็ตบุ้คด้วยภาษาที่อ่านง่ายเสร็จไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยใช้ทักษะด้านการเขียนบทภาพยนตร์ที่เธอร่ำเรียนมาจากมหาวิทยาลัย เมื่อเรียนจบใหม่ๆ เธออยากทำงานเขียนบทแต่โอกาสไม่เปิดให้เธอทำงานด้านนี้ ปัจจุบันเธอทำงานเป็นแอร์โฮสเตสมาราวๆ สักสิบปีเห็นจะได้


ในวัยทำงานด้วยหน้าที่การงานทำให้เธอเดินทางไปหลายประเทศบนโลกใบนี้ และใช้ชีวิตเดี่ยวๆได้อย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไร ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ชีวิตตั้งแต่วัยรุ่น บ่อยหนหลังจากเดินทางเข้ามาเรียนพิเศษในกรุงเทพฯ ก่อนกลับราชบุรีเธอนั่งดูหนังในโรงหนังได้คนเดียว กินข้าวคนเดียว เดินทางคนเดียวได้บ่อยๆ จนแม่ขอว่าไม่ทำได้ไหมเพราะความเป็นห่วง แต่เธอก็ยังดำเนินชีวิตแบบนั้นเสมอมา


กาแฟแก้วแรกในบ่ายวันที่อากาศยังร้อนแรง แดดจัด มีลมโชยมาบ้างบนคอนโดฯ ชั้นสูงๆ ย่านลาดพร้าว ม่านขาวโปร่งปลิวรับลมเป็นจังหวะ มันกรองแสงให้นุ่มละมุน คละเคล้าไปกับเพลงแจ๊ซจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง ผนังตกแต่งด้วยภาพสีน้ำของเพื่อน ชั้นวางหนังสือเรียงเต็มไปด้วยหนังสือว่าด้วยชีวิต ปรัชญา และวรรณกรรม ห้องของเธอสวยและเท่


เช้าวันหนึ่งในห้องเดียวกันนี้เธอลืมตาตื่นบนเตียงแล้วความรู้สึกที่ว่า - ชีวิตมีเพียงเท่านี้เหรอ ช่างไร้ประโยชน์เสียจริง แทรกเข้ามาในจิตใจของเธอ


ความรู้สึกกลวงเปล่าคล้ายมีหลุมชนิดหนึ่งเกิดอยู่ภายในใจ


“อาจเป็นเพราะไม่มีลูก ไม่มีกิจการธุรกิจอะไรให้ต้องดูแล ทำให้รู้สึกแบบนี้” เป็นเหตุผลหนึ่งที่เธอตอบตัวเอง


ผมไม่แน่ใจว่าความรู้สึกแบบนี้เป็นเพราะวัยหรือเพราะความเพียบพร้อมในชีวิตหรือไม่ เพราะในวัยเดียวกับเธอ ผมกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับการปักหลักชีวิต และดูแลลูกสองคน จึงทำให้หลุมที่อาจมีอยู่ไม่ได้ถูกให้ความสำคัญมากนัก บางครั้งในวันวัยปัจจุบันความคิดที่ว่าถ้าผมไม่มีเมียมีลูกผมจะใช้ชีวิตอย่างไร แต่คำถามนี้มักไม่ได้รับคำตอบเพราะก่อนจะนั่งลงคิดพิจารณาเสียงของเด็กวัยรุ่นสองคนก็แทรกเข้ามา ทำให้ความคิดนั้นกระเจิดกระเจิง

เธอคิดว่าจะใช้เวลาที่หาความสุขให้ตัวเองอย่างที่เคยเป็นมาไปทำงานอาสาสมัคร อาจจะเป็นงานอาสาสมัครบางอย่างที่ใช้เวลานานพอควรกเพื่อกลบฝังหลุมในใจให้เต็ม เปลี่ยนเวลาหาความสุขให้เป็นประโยชน์ แล้วการค้นหาก็พาเธอไปพบกับการประกาศรับอาสาสมัครเพื่อดูแลเด็กกำพร้า แม้เธอจะยอมรับว่าเธอไม่เคยเลี้ยงเด็กและไม่เคยจินตนาการว่าจะมีลูก แต่หลุมในใจทำให้เธอตอบรับกลับไปอย่างไม่ลังเล หน้าที่ของเธอคือไปนวดตัวให้เด็กเล็กเพราะการสัมผัสกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาการและการสัมผัสนั้นทำให้เกิดความผูกพัน


“กลับบ้านวันแรกหนูร้องไห้”


“มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้”


สิ่งที่เกิดในใจปะปนไปด้วยความรู้สึกหลากหลายแยกแยะอธิบายไม่ได้ แต่คงจะมีความรู้สึกสงสารอยู่ในนั้นด้วย

หนิงกลับบ้านร้องไห้อยู่หนึ่งสัปดาห์แต่ก็ยังใช้เวลากับเด็กชายคนนั้นจนกระทั่งความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้จางหายไป แล้วกลายเป็นความผูกพันธ์ ความรัก และปรารถนาดี ไม่นานหลังจากนั้นเด็กชายถูกส่งไปอยู่กับชุมชนในภาคอีสานเพื่อให้เธอได้ไปอยู่กับครอบครัวใหม่


หลังจากนั้นหนิงกลับไปใช้ชีวิตวนหลูบแบบเดิม

ทำงาน นัดเจอเพื่อน ปาร์ตี้ ทำงาน นัดเจอเพื่อน ปาร์ตี้ ฯลฯ

ชีวิตกลับมาไร้ประโยชน์เหมือนก่อน หลุมที่เคยเต็มกลับกลายเป็นความกลวงเปล่าอีกครั้ง

เธอลุกขึ้นไปที่แพนทรี กาแฟเฟรนช์เพรสแก้วใหม่ถูกเสริฟให้ต่อเนื่องกับการสนทนา


แปดปีหลังจากห่างหายไปจากงานอาสาสมัคร หนิงติดต่อกลับไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและได้พบกับรักครั้งใหม่

เด็กหญิงอายุเจ็ดเดือนเป็นผู้มาเติมเต็มชีวิตของเธออีกครั้ง

651 views0 comments