Updated: May 1

Robert Doisneau: “One should take a photo only when one feels full of love for one’s follow-man.”


ปารีสเป็นเมืองโรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่งของโลกตั้งแต่เมื่อไหร่ และใครเป็นคนบอก ผมไม่อาจทราบได้ แม้ว่าความจริง แล้วปารีสเป็นเมืองที่สกปรกเมืองหนึ่ง ทางเท้าเต็มไปด้วยอึหมา ตามถนน ตรอก ซอกซอย เหม็นฉี่ฉุนจนอยากจะวิ่ง หนีไปไกลๆ คนขับรถมารยาททราม ชอบบีบแตร หรือไม่ก็จอดรถถามทางอย่างไม่เกรงใจใคร ในเมโทรเต็มไปด้วย คนจรจัดขี้เมา แต่แม้ว่าสภาพความเป็นจริงจะเป็นอย่างนั้น ผมก็เห็นด้วยว่าปารีสเป็นเมืองที่สวยและโรแมนติก เหมือนใครบางคนว่าเอาไว้ อาจเป็นเพราะในอีกด้านหนึ่ง ชาวปารีเซียงชอบแสดงความรู้สึกอย่างเปิดเผย พวกเขา ถกเถียงกัน แสดงความรักต่อกันในที่สาธารณะอย่างไม่ปิดบัง อาจเป็นเพราะสถาปัตยกรรมของเมืองที่เก่าแก่มีมนต์ ขลัง อาจเป็นเพราะศิลปะที่อบอวลอยู่ในบรรยากาศ หรืออาจเป็นเพราะความละเมียดละไมของวัฒนธรรม


กล่าวสําหรับศิลปะภาพถ่าย สิ่งหนึ่งที่ตกค้างในความทรงจําของผม และแสดงตัวขึ้นมาเสมอๆ เมื่อนึกถึงปารีส ความโรแมนติก และความถวิลหาอดีต (nostalgia) คือภาพถ่ายขาวดําจํานวนหนึ่งของช่างภาพชื่อ โรแบร์ต ดัวส์ โน (Robert Doisneau, 1912-1994) โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพถ่ายซีรีย์ Kisses (1950) ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร Life ภาพหนึ่งในซีรีย์นี้ชื่อ Le Baiser de l’Hôtel de Ville เป็นภาพที่โด่งดังที่สุดของเขา และอาจเป็นภาพถ่ายที่ถูกพูดถึงมากที่สุด


โรแบร์ต ดัวส์โน เป็นช่างภาพชาวฝรั่งเศสรุ่นราวคราวเดียวกับ Henri Cartier-Bresson และ Willy Ronis ช่าง ภาพชาวฝรั่งเศสขวัญใจผม พวกเขาประสบชะตากรรมคล้ายๆ กัน และสร้างสมประสบการณ์คล้ายๆ กัน แต่พวกเขา มีแนวทางของตัวเองที่ชัดเจน ดัวส์โนกับโรนีสอาจมีความคล้ายคลึงกัน เพราะทั้งสองคนเป็นช่างภาพที่คลุกคลีอยู่กับ ชีวิตชาวปารีเซียงผู้หาเช้ากินค่ำ กรรมกร อาศัยอยู่แถวชานเมือง ในอดีต ผลงานของเขาถูกปรามาสจากนักวิจารณ์ ศิลปะว่าเป็นภาพถ่ายที่ค่อนข้างธรรมดา ไม่ถูกให้ความสําคัญเทียบเท่ากับผลงานของ การ์ตีเยร์ เบรสซง อย่างไร ก็ตาม เมื่อกาลเวลาผ่านไป ผลงานของช่างภาพทั้งสามถูกยกย่องอย่างสูง

ดัวส์โนเป็นชาวปารีสโดยกําเนิด เขาเกิด เติบโต สร้างผลงาน สร้างชีวิต สร้างครอบครัว และตายอยู่ที่ชานเมือง ปารีส ผลงานถ่ายภาพของเขาจึงเป็นเหมือนอัตชีวประวัติของตัวเองที่ผูกพันธ์กับเมืองแห่งนี้ เขาร่ำเรียนศิลปะการ ออกแบบตัวอักษร และเข้าทํางานที่บริษัทกราฟิกแห่งหนึ่ง แต่ชะตากรรมของเขาเปลี่ยนไปเมื่อเพื่อนของเขาแนะนําให้ รู้จักกับกล้องถ่ายภาพ ไม่ช้าไม่นานหลังจากเรียนรู้เทคนิคการถ่ายภาพเบื้องต้น ดัวส์โนยืมกล้องจากเพื่อนของเขา และออกไปถ่ายภาพบนถนนของกรุงปารีส ในเวลานั้นเป็นช่วงเวลาก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง มันเป็นช่วงที่เขาได้ สัมผัสกับการผจญภัยครั้งสําคัญที่ทําให้เขาค้นพบความมีเสน่ห์ของปารีส และเสน่ห์ของเพื่อนร่วมประเทศของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนทํางานรายได้น้อยและกรรมกร

การเป็นช่างภาพ แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยได้รับค่าตอบแทนที่พอต่อการยังชีพ ดังนั้นเพื่อความมั่นคงทางรายได้ ดัวส์ โนเข้าไปเป็นพนักงานประจําให้กับโรงงานผลิตรถยนต์เรอโนลต์ โดยผลิตผลงานภาพถ่ายเพื่อการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ แต่ไม่ช้าเขาก็ถูกเสนอให้ลาออกเพราะขาดความรับผิดชอบและไม่มีระเบียบวินัย เพราะเขามักขาดงา นบ่อยๆ โดยไม่มีเหตุผล ใครจะไปรู้ว่าเขาอาจเดินถ่ายภาพอยู่แถวๆ มงทรูจ (Montrouge) ชานเมืองทางตอนใต้ ของปารีส หรือริมแม่น้ํามาร์น (Marne) แถบที่ดัวส์โนต์รู้จักดีเหมือนลายมือของตัวเอง แต่การถูกให้ออกจากการ ทํางานไม่ได้ทําให้ช่างภาพหนุ่มเสียโอกาส ตรงกันข้าม มันกลับเป็นการเปิดประตูอีกบานหนึ่งให้เขาได้ก้าวไปสู่โลก ของการถ่ายภาพอย่างจริงจังและเป็นตัวของตัวเอง


ดัวส์โนทํางานเป็นช่างภาพเจอร์นัลลิสท์ได้สักระยะหนึ่งแล้ว เมื่อฝรั่งเศสถูกกองทัพเยอรมันเข้ายึดครอง กิจกรรมต่างๆ ของช่างภาพเป็นอันต้องถูกจํากัด ดัวส์โนตกอับเหมือนกับช่างภาพคนอื่นๆ เขาต้องประทังชีวิตอยู่ไปวันๆ ด้วยการ ขายโปสการ์ดและทําบัตรประชาชนปลอมให้กับพวกต่อต้านนาซี แต่หลังจากช่วงปีแห่งการถูกยึดครองผ่านไป การ ถ่ายภาพวารสารก็กลับมางอกงามอีกครั้ง เหมือนต้นไม้ที่แทงยอดอ่อนขึ้นมาใหม่เมื่อได้รับฝนแรกหลังไฟไหม้ป่า นิตยสารข่าวเกือบ 40 ฉบับได้เปิดตัวขึ้น และช่างภาพกลับเข้าสู่หนทางแห่งความรุ่งเรืองอีกครั้ง ดัวส์โนกลับไปร่วม งานกับวารสารภาพถ่ายอีกครั้ง คราวนี้เขาเริ่มถ่ายรูปบุคคลมากขึ้นตามคําขอของบรรณาธิการ


ช่างภาพแต่ละคนพยายามหาแนวทางและสไตล์ของตัวเอง ดัวส์โนแสดงให้เราเห็นว่าตัวตนของเราเป็นอย่างไร งาน ภาพถ่ายของเราก็เป็นแบบนั้น เสแสร้งไม่ได้ เลียนแบบไม่ได้ เขามองโลกอย่างไรก็ถ่ายรูปออกมาแบบนั้น ทําให้ผม นึกถึงบางประโยคที่นายพลชาร์ล เดอ โกล พูดกับอองรี การ์ติเยร์ เบรสซง ว่า “เพราะคุณเชื่อ คุณถึงเห็น” (vous avez “vu” parce que vous avez “cru”) เมื่อตอนที่ช่างภาพผู้นี้ส่งงานไปให้ประธานาธิบดีผู้นี้พิจารณาเพื่อขอ ถ่ายรูปพอร์ตเทรต สําหรับดัวส์โน เขาค้นพบแนวทางของตัวเองในเขตคนหาเช้ากินค่ําบนถนนของปารีส ดัวส์โนบอก ว่าเขาเป็นคนขึ้อาย ดังนั้นกล้องแบบทวินเลนส์รีเฟล็กส์ (Twin lens reflex) เป็นอุปกรณ์ที่เข้ากับตัวเขาได้อย่างดี คือเขาไม่ต้องเผชิญหน้ากับคนที่เขาจะถ่ายโดยตรง แต่เขามองที่วิวฟายด์เดอร์ที่อยู่ระดับเอว และระยะห่างระหว่าง เขากับซับเจ็กต์เป็นระยะที่ห่างพอควร ทําให้ในผลงานของเขา เราจะเห็นสิ่งแวดล้อมที่โอบอุ้มอยู่รอบๆ ซับเจ็กต์ ซึ่ง ในระยะเวลาต่อมากลายเป็นแนวทางการถ่ายภาพของเขา นอกจากสไตล์ที่เป็นตัวของตัวเองแล้ว ในงานของเขามัน ฟ้องว่าเขามีความเชื่ออะไร มองโลกอย่างไร?


ช่วงปี 1930-1960 ดัวส์โนกับเพื่อนช่างภาพหลายคนรวมกลุ่มกัน Edouard Boubat, Janine Niépce, Izis โดยมี Willy Ronis รวมอยู่ด้วย โดยเรียกตัวเองว่า -ช่างภาพมนุษย์นิยม- (l’Ecole humaniste) ในเวลาต่อมา สไตล์ของพวกเขาถูกเรียกว่า poetic social realisme พวกเขาบันทึกภาพของชาวบ้านธรรมดา ในชีวิตประจําวัน ธรรมดา แม้ว่าเพื่อนร่วมโลกของเขาจะประสบกับความยากแค้นรําเค็ญ ความอดอยาก เนื่องจากผลพวงของสงคราม แต่ภาพของช่างภาพเหล่านี้เลือกที่จะบันทึกและเล่าแง่งามของความทุกข์ยาก และความงดงามของชีวิตที่ต่อสู้เพื่อ ความอยู่รอด ซึ่งช่างภาพในช่วงเวลาเดียวกันถ่ายภาพเพื่อต้องการรเรียกร้องความสนใจ และช็อกอารมณ์ของคนดู ด้วยภาพถ่ายที่เล่าเรื่องความสลดหดหู่ ข้อสังเกตหนึ่งคือ ไม่มีภาพคนตายในผลงานของดัวส์โนและเพื่อนๆ


โลกทัศน์ของโรแบร์ต ดัวส์โน ถูกเปิดให้กว้างออกด้วยแนะนําของเพื่อนสนิทชื่อ Robert Giraut เขาคนนี้พาดัวส์โน เข้าสู่โลกกลางคืนของปารีส แจ๊ซ คลับ และพาไปรู้จักกับนักคิดนักเขียนที่รวมตัวกันอยู่แถบถนนแซงต์ แฌร์มัง เด เปร์ (Saint Germain des Près) ในเวลานั้นก็มี Jean Paul Sartre, Simone de Beauvoir คู่รักเจ้าของ ปรัชญาเอ็กซีสตองเชียลนีส Jean Cocteau นักเขียน และ Dubuffet ศิลปิน รวมทั้งคนอื่นๆ มันเป็นช่วงเวลาของการใช้ชีวิตที่รื่นรมย์ของดัวส์โน ทํางานให้นิตยสารแฟชั่น Vogue ช่วงเช้า และสังสรรค์กับเพื่อนตอนกลางคืน ซึ่ง การพบปะแลกเปลี่ยนความคิดนี้ทําให้เกิดการพัฒนาการทางความคิดและสุนทรียภาพในการทํางานและการมองโลก ของเขา


ในช่วงเวลานี้เองที่นิตยสารสาร Life ขอให้เขาถ่ายภาพซีรียส์เกี่ยวกับคู่รักในปารีส และดัวส์โนเสนอซีรีส์ Kisses ซี่งต่อมากลายเป็นผลงานที่โด่งดังที่สุดของเขา แม้ว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่าภาพถ่ายชุดนี้เป็นการจัดฉาก แม้ว่าดัวส์โนจะไม่ยอมพูดตรงๆ ว่าเขาได้ว่าจ้างคนเหล่านั้นให้มาจูบกันต่อหน้าเลนส์และฉากหลังที่เขาเตรียมไว้ แต่เขาก็ไม่เคยปฏิเสธ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะถูกจัดฉากขึ้นหรือไม่ ภาพถ่ายเหล่านั้นถูกฝังอยู่ในความทรงจําของชาว ปารีเซียงและผู้คนทั่วโลก ถึงความเป็นเมืองหลวงของความโรแมนติกของปารีส โดยไม่ลืมที่จะแสดงให้เห็นถึงความ เป็นเลิศของทักษะและสุนทรียภาพของช่างภาพ

จุดเด่นในภาพถ่ายของโรแบร์ต ดัวส์โน เห็นจะเป็นฉากหลังซึ่งเขาให้ความสําคัญเป็นพิเศษ เขาเคยบอกไว้ว่าเขา เลือกที่จะใช้สถานที่ใดเป็นที่ถ่ายรูป เสร็จแล้วเขาเพียงแต่ให้บุคคลที่เขาจะถ่ายภาพมายืนในตําแหน่งที่เขาคิดไว้แล้ว หรือหากเป็นการถ่ายภาพบนถนน เขาอาจใช้เวลารอคอยอย่างไม่มีจุดหมายเพียงเพื่อจะมีใครบางคนผ่านมา อาจ เป็นเพราะบุคลิกภาพที่อ่อนโยน และมีอารมณ์ขันของดัวส์โนก็ได้ที่ทําให้ภาพถ่ายปารีสและชาวปารีเซียงของเขาฝัง อยู่ในความทรงจําของคนทั่วไป และถวิลหาโลกแบบนั้น


ดัวส์โนมีความสุขเสมอที่ได้เดินถ่ายภาพและคุยกับผู้คนแปลกหน้าบนถนนที่คุ้นเคย สําหรับเขา ปารีสเปรียบเหมือน โรงละครขนาดใหญ่ที่เขาสามารถตีตั๋วเข้าไปดูได้ตลอดเวลา และชาวปารีเซียงเพื่อนร่วมโลกของเขาเป็นเหมือนนัก แสดงที่กําลังแสดงบทบาทอันหลากหลาย ในโลกแห่งนั้น เขาเพลิดเพลินไม่รู้จักเบื่อ เขาบันทึกชีวิตและฉากหลังด้วย ความรัก ทีละเล็กทีละน้อยผ่านวันเวลาหลายสิบปี ในที่สุดเมื่อเราได้ดูภาพรวมทั้งหมดที่เขาเก็บสะสม เราจะพบสังคม ที่เต็มไปด้วยความสงบสุข ความรัก ความยินดีปรีดา ด้วยสายตาที่สัมผัสโลกอย่างแผ่วเบาและงดงาม ที่นั่นเราจะพบ โลกที่งดงามของเขาที่ทิ้งไว้ให้กับคนรุ่นหลัง


โรแบรต์ ดัวส์โนบอกว่า เขาบันทึกโลกในสิ่งที่เขาเชื่อและปรารถนาอยากให้โลกใบนี้เป็น...


“a world... in which people would be likeable, in which I shall find the tenderness that I should like to feel. My photos are a sort of proof that this world can exist..."

ความเรียงสนับสนุนโดย Cafe Bright Side of the Moon

สั่งซื้อเมล็ดกาแฟได้ที่นี่ order Coffee Bean


@supachai 2020

www.momoest.com/blog